วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ธนาคารกรุงเทพเปิดตัว “โครงการความร่วมมือพันธมิตรนวัตกรรมและการเรียนรู้” มุ่งสนับสนุน เอสเอ็มอี อย่างครบวงจร ทั้งด้านสินเชื่อ ความรู้ และเข้าร่วมลงทุน

จัดทำบทความโดย นางสาว อโนมา อาแซ เลขทะเบียน 4901202093





ธนาคารกรุงเทพ เดินหน้าสานต่อการสนับสนุนผู้ประกอบการ เอส เอ็ม อี และตอกย้ำการรับรู้ถึงความเป็น ‘พันธมิตรแห่งนวัตกรรม เงินทุน และการเรียนรู้’ ของธนาคารอย่างแท้จริง โดยล่าสุดพร้อมเปิดตัว ‘โครงการความร่วมมือพันธมิตรนวัตกรรมและการเรียนรู้’ รองรับการปรับตัวครั้งใหญ่ของ SME ในปี 2552 และเพื่อให้การสนับสนุนด้านสินเชื่อ ความรู้ทางวิชาการ รวมไปถึงการพิจารณาเข้าร่วมทุนกับลูกค้าสินเชื่อธุรกิจของธนาคาร พร้อมจับมือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และสำนักงานสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในฐานะพันธมิตรที่จะร่วมผลักดันโครงการดังกล่าว นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2552 นี้ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอส เอ็ม อี จะต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก ซึ่งการปรับตัวครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญที่ เอส เอ็ม อี จะต้องใช้ทั้งความรู้ และเงินทุน ในการปรับตัว ธนาคารกรุงเทพจึงจัดให้มีโครงการใหม่ เพื่อสนับสนุน เอส เอ็ม อี อย่างครบวงจร ทั้งด้านสินเชื่อ ความรู้ และการพิจารณาเข้าไปร่วมลงทุนกับ เอส เอ็ม อี ในชื่อ “โครงการความร่วมมือพันธมิตรนวัตกรรมและการเรียนรู้” ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่จัดให้มีโครงการสนับสนุน เอส เอ็ม อี ทั้งสามด้านพร้อมกัน นายโฆสิต ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมว่า สำหรับความช่วยเหลือในด้านสินเชื่อนั้น ธนาคารได้กำหนดให้มีโครงการ ”บัวหลวง เอส เอ็ม อี นวัตกรรม” โดยมีเป้าหมายสินเชื่อ 1,000 ล้านบาท สำหรับปี 2552 ในลักษณะของเงินกู้ หรือเงินทุนหมุนเวียน เพื่อใช้ลงทุนในการปรับปรุงกระบวนการผลิต หรือเสริมสภาพคล่องในการผลิตสินค้าหรือบริการที่มีนวัตกรรม โดยกำหนดวงเงินสินเชื่อตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมรับสิทธิพิเศษในการยกเว้นค่าธรรมเนียมจัดการสินเชื่อของวงเงินที่ได้รับอนุมัติ และยกเว้นค่าชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนด โดยอัตราดอกเบี้ยจะพิจารณาให้การสนับสนุนตามความเหมาะสมเป็นรายกรณี ในส่วนของการพิจารณาร่วมลงทุน จะเน้น เอส เอ็ม อี ที่เป็นลูกค้าของธนาคารที่มีการปรับใช้นวัตกรรมในการพัฒนาสินค้าหรือบริการ หรือกระบวนการผลิต หรือมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจใหม่ โดยกำหนดวงเงินไว้ 100 ล้านบาท พิจารณาร่วมทุนรายละไม่เกิน 10% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วหลังร่วมทุน และไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อราย ในด้านความรู้ ทางธนาคารจะทำงานในลักษณะเป็นพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อยกระดับผลิตภาพและการใช้ความรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับธุรกิจ เอส เอ็ม อี ซึ่งถือเป็นหัวใจของการแข่งขันในยุคโลกาภิวัตน์ โดยทางธนาคารจะให้การสนับสนุนทุนกับนักศึกษาปริญญาโท ในโครงการทักษะวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมของ มจธ. เพื่อให้นักศึกษาและอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิมีการทำวิจัยอย่างเข้มข้น และแก้ไขปัญหาของอุตสาหกรรม ณ สถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 10 ทุนๆ ละ 250,000 บาทต่อปี เป็นเวลา 2 ปี ขณะที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จะสนับสนุนกิจกรรมวิจัยของนักศึกษาที่ได้รับทุนทั้งที่มหาวิทยาลัยและในสถานประกอบการไม่เกินโครงการละ 250,000 บาท ในส่วนของ มจธ. เองก็จะจัดให้มีอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อเข้าไปให้คำปรึกษากับนักศึกษาในโรงงานที่เข้าร่วมโครงการ โดยเน้น อุตสาหกรรมอาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่ง มจธ. มีความเชี่ยวชาญ ‘ธนาคารกรุงเทพได้มีโครงการสนับสนุน เอส เอ็ม อี อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2542 นอกจากโครงการ “ความร่วมมือพันธมิตรนวัตกรรมและการเรียนรู้” ที่เปิดตัวในวันนี้แล้ว ยังมีโครงการเพื่อ เอส เอ็ม อี อื่นๆ อีกหลายโครงการ เช่นล่าสุด โครงการบัวหลวงกรีน ที่ได้เปิดตัวไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2551 โดยเน้นสนับสนุนสินเชื่อให้กับ เอส เอ็ม อี ในการลงทุนประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งในระยะ 4 เดือนแรกของโครงการถึงเดือนพฤศจิกายน 2551 ทางธนาคารได้อนุมัติสินเชื่อแก่ลูกค้าไปแล้วจำนวน 19 ราย วงเงินรวม 261 ล้านบาท’ นายโฆสิต กล่าว








ที่มา : http://www.khum.net/news-biz








คำถามท้ายเรือง
1.โครงการจะช่วยให้เศษฐกิจดีขึ้นหรือไม่
2.ข้อดีของโครงการนี้คืออะไร
3.หากมีโครงการอย่างนี้มากขึ้น คุณเห็นด้วยหรือไม่

วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ธปท.ยันไม่โหมลดดอกเบี้ย หวั่นทำเศรษฐกิจทรุดเกินจริง

จัดทำบทความโดย ชื่อ น.ส. ฉัตรดาว อิศรางกูร ณ อยุธยา เลขทะเบียน 4901202076

ผู้ว่าธปท.ยันการประชุมกนง.ครั้งนี้แม้จะมีโอกาสที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ก็จะไม่ลงในระดับที่มากอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ หวั่นส่งผลข้างเคียงเศรษฐกิจคาดทรุดเกินจริง และพร้อมที่จะดูแลด้านสภาพคล่องให้เพียงพอ ส่วนแบงก์กสิกรฯยันปล่อยสินเชื่อตามปกติ แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวอภิปรายหัวข้อ นโยบายการบริหารจัดการเศรษฐกิจภาพรวมของไทย ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยของโลก ว่า ธปท.ได้ดูแลนโยบายด้านการเงินด้วยความระมัดระวัง แม้การใช้นโยบายด้านการเงินในบางครั้งอาจส่งผลกระทบในทางตรงข้ามกับวัตถุประสงค์บ้าง แต่อย่างไรก็ตามประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่เกิดปัญหาเศรษฐกิจที่รุนแรง หากธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงแรงอาจจะทำให้ประชาชนและนักวิเคราะห์เข้าใจว่าธปท.มีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจและอาจจะทำให้เกิดการตกใจ ซึ่งมีผลต่อทางด้านจิตวิทยา
"ต่างประเทศใช้นโยบายลดดอกเบี้ยรุนแรงเพราะเขาพยายามให้มีผลในการฟื้นเศรษฐกิจจริงและเป็นการให้สัญญาณว่า ธนาคารกลางพร้อมเข้ามาดูแลปัญหาเศรษฐกิจ แต่ของเราอยู่ปลายแถวจะใช้นโยบายลดอกเบี้ยแรงๆ ก็ต้องระวังเพราะมีผลเสียทางจิตวิทยา แทนที่จะสร้างความมั่นใจกลับตรงข้ามเพราะนักวิเคราะห์เห็นตัวเลขอาจไปคาดว่าธปท.มีข้อมูลเชิงลึกก็ต้องระวัง" นางธาริษา กล่าว
นอกจากนี้ การใช้นโยบายการเงินก็มีผลน้อยกว่ามาตรการด้านการคลังอยู่แล้ว กว่าดอกเบี้ยนโยบายจะมีผลต่อภาคเศรษฐกิจจริงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 8 ไตรมาส ซึ่งปัจจุบันมองว่าอยากจะเห็นการกระตุ้นการใช้จ่ายที่มากขึ้นมากกว่าการที่ลดอัตราดอกเบี้ยแล้วจะมีผลเพียงแค่ช่วยเหลือผู้ที่มีหนี้สินเท่านั้น
นางธาริษา กล่าวว่า ธปท.เชื่อว่าปัญหาเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้ใช่วงกลางปี 2552 เนื่องจากขณะนี้สถาบันการเงินของประเทศต่างๆ ที่ประสบปัญหาได้รับการแก้ไขจากภาครัฐ ซึ่งหากภาคสถาบันการเงินเข้าสู่ภาวะปกติก็จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น และรัฐบาลในประเทศต่างๆก็พร้อมในการดูแลเศรษฐกิจอยู่แล้ว
ส่วนสภาพคล่องในประเทศนั้น แม้ว่าล่าสุดสภาพคล่องจะเริ่มตึงตัวขึ้นมาเล็กน้อย เพราะสัดส่วนสินเชื่อเริ่มดีขึ้นมาตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ตามลำดับ ในขณะที่เงินฝากโตน้อยกว่าสินเชื่อ แต่สภาพคล่องก็ไม่ถือว่าเป็นข้อน่ากังวล เนื่องจากปัจจุบันพบว่าธปท.ยังได้รับสภาพคล่องจากธนาคารพาณิชย์กลับคืนวันละ 4-5 แสนล้านบาท ใกล้เคียงกับจำนวนที่ธปท.ปล่อยออกมาในตลาดในแต่ละวัน ซึ่งก็แสดงว่ายังไม่มีปัญหา
อย่างไรก็ตามในส่วนของดำเนินนโยบายการเงิน ธปท.ไม่ได้ดูเฉพาะเงินเฟ้ออย่างเดียว แต่ได้ดูการเติบโตของเศรษฐกิจประกอบด้วย ซึ่งถ้าหากพบว่าความเสี่ยงของสิ่งไหนมากกว่ากันก็จะดูแลสิ่งนั้นเป็นพิเศษ โดยธปท.ก็เตรียมระวังไม่ให้เกิดฟองสบู่ใน 7 ภาค คือทั้งภาคต่างประเทศซึ่งดูแลไม่ให้มีหนี้มาก 2. ภาคธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน 3. ภาครัฐ 4. ภาคครัวเรือน 5. ภาคตลาดการเงิน 6. ภาคอสังหาริมทรัพย์ และ 7. ภาคสถาบันการเงิน ซึ่งธปท.เห็นว่าเป็นหน้าที่ของธปท.ที่ต้องดูแลไม่ให้เกิดภาวะฟองสบู่
นอกจากนี้ มองว่าปัญหาเศรษฐกิจโลกในขณะนี้กระทบต่อประเทศไทยไม่มากนัก ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบโดยตรง ผลกระทบข้างเคียง และผลกระทบทางอ้อม เพราะ พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังถือว่ารองรับได้ โดยในส่วนของผลกระทบโดยตรงนั้นมองว่าไม่มีปัญหา เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ของไทยมีเงินลงทุนที่ไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศที่แสดงอยู่มีค่อนข้างน้อยเพียง 0.3% ของสินทรัพย์รวม ซึ่งก็ได้ขายออกไปหมดแล้ว อีกทั้งสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ไทยก็อยู่ในอัตราที่สูงถึง 15.7% ถือว่าอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง รวมถึงสัดส่วน NPL ล่าสุดไตรมาส 3 อยู่ต่ำเพียง 3.3% อีกทั้งประเทศไทยไม่ได้พึ่งเงินต่างประเทศจึงไม่เกิดปัญหาเงินฝืด
นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า ในการประชุมนโยบายการเงิน(กนง.)ในวันที่ 3 ธันวาคมที่จะถึงนี้ จะให้ความสำคัญด้านเศรษฐกิจภายในประเทศและต่างประเทศมากกว่าปัจจัยด้านการเมือง ซึ่งในช่วง 4-5 สัปดาห์ที่ผ่านมาตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมามีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งการเคลื่อนย้ายเงินทุน การส่งออก มีการชะลอตัวอย่างชัดเจน ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ทำให้ต้องมีการประเมินความเสี่ยงการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 4 และปีหน้าใหม่ ขณะที่ภาคต่างประเทศ การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกก็เริ่มชะลอตัวเช่นกัน และจะผลกระทบต่อเอเชีย ในด้านการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ
"ขณะนี้ในหลายประเทศมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เพราะปัญหาด้านเงินเฟ้อบรรเทาเบาบางลง ไม่มีปัญหาเหมือนในช่วง 6 เดือนแรกของปีที่เร่งตัวมาก ทำให้ความเสี่ยงด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจมีมากเงินเฟ้อ จึงมีพื้นที่ให้นโยบายการเงินสามารถใช้ได้ แต่ในการใช้ก็มีข้อจำกัดในระยะยาว ทำให้ปรับลดดอกเบี้ยลงไม่ได้มาก ต้องดูความเหมาะสมของภาวเศรษฐกิจในขณะนั้น และมีการผสมผสานนโยบายอื่นๆร่วมด้วย เนื่องจากดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมากจะมีความเสี่ยงในเรื่องการออม"
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยว่า แนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายต้องรอดูปัจจัยแวดล้อมในอนาคต แต่หากพิจารณาจากตัวเลขเงินเฟ้อที่เริ่มลดลงต่อเนื่อง จึงมีความเป็นไปได้ที่ ธปท.จะผ่อนคลายนโยบายการเงินลงได้ ขณะที่แนวโน้มดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้นมีโอกาสปรับตัวลดลง แต่ถ้าหากเป็นประเภทที่มีเครดิตเข้ามาเกี่ยวข้องก็ต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย เนื่องจากมีความเสี่ยงที่เครดิตจะสูงขึ้น
"เริ่มเห็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าสภาพคล่องในระบบเริ่มตึงตัว เนื่องจากผู้กู้ยืมเงินในธุรกิจต่างๆที่เคยกู้ยืมเงินจากต่างประเทศหันมากู้ในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลน้อยลง ส่วนปัญหาที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ ตลาดเครดิต แม้จะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบมากแต่ถ้าหากไม่ปล่อยเครดิตก็คงประสบปัญหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้"
อย่างไรก็ตามธนาคารจะยังคงมีการปล่อยสินเชื่อตามปกติ แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัว เนื่องจากรายได้ของธนาคารพาณิชย์กว่า 70% มาจากการปล่อยสินเชื่อ ดังนั้นธนาคารจึงมีความจำเป็นที่ต้องรักษารายได้ อีกทั้งธนาคารเองมีแผนที่จะต้องขยายธุรกิจและหวังที่จะเติบโต ถึงแม้ว่าในปีหน้าจะต้องระมัดระวังความเสี่ยงทั้งทางด้านเครดิตของธุรกิจ รวมถึงความผันผวนของราคาในตลาดการเงิน เช่น ทิศทางอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น

ที่มา http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9510000139665

คำถามท้ายเรื่อง
1. เพระเหตุใด ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ย เหมือกับตางประเทศ
2. เรพาะเหตุใด ในต่างประเทศจึงมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรง
3. ปัญหาเศรษฐกิจโลกมีผลกระทบต่อประเทศไทยหรือไม่